รมว.ต่างประเทศอังกฤษโทษฝ่ายค้านทำให้ทรัมป์ไม่มาเยือน

นายบอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษกล่าวหาผู้นำฝ่ายค้านและนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนที่สังกัดฝ่ายค้านว่า ปลุกกระแสต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ เป็นเหตุให้ทรัมป์ยกเลิกการเดินทางมาเปิดสถานทูตใหม่

นายจอห์นสันทวีตว่า สหรัฐเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร แต่ดูเหมือนนายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนและนายเจเรมี คอร์บีน ผู้นำพรรคแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายค้านตั้งใจทำให้ความสัมพันธ์สำคัญนี้เสี่ยงอันตราย รัฐบาลจะไม่ยอมให้พวกนกแก้วนกขุนทองขี้โอ่ในลอนดอนเป็นภัยต่อความสัมพันธ์อังกฤษ-สหรัฐ หลังจากนายข่านทวีตว่า ชาวลอนดอนจำนวนมากประกาศชัดเจนว่าไม่ต้อนรับทรัมป์หากยังดำเนินนโยบายสร้างความแตกแยก ในที่สุดแล้วทรัมป์ก็เข้าใจ เพราะหากเขามา จะมีการประท้วงอย่างสันติครั้งใหญ่ และตำหนิรัฐบาลว่าทำผิดที่เชิญทรัมป์มาเยือน ด้านโฆษกทำเนียบรัฐบาลอังกฤษเผยว่า ผู้นำสหรัฐตอบรับคำเชิญมาเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการแล้ว เพียงแต่ยังไม่กำหนดวันที่ที่แน่นอน

ประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตเมื่อวันก่อนว่าจะไม่ไปเปิดสถานทูตสหรัฐประจำอังกฤษแห่งใหม่ในเดือนหน้าเพราะไม่พอใจที่รัฐบาลบารัค โอบามาขายสถานทูตที่อยู่ในทำเลดีที่สุดแลกกับเศษเงิน แล้วไปสร้างสถานทูตใหม่ราคาสูงถึง 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 38,414 ล้านบาท) อย่างไรก็ดี แท้จริงแล้วโครงการย้ายสถานทูตสหรัฐมีขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุชแล้ว

นายวูดดี จอห์นสัน เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอังกฤษเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์อีฟนิงสแตนดาร์ดของอังกฤษเมื่อวานนี้ว่า สถานทูตใหม่ไม่เพียงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์พิเศษระหว่างสหรัฐกับอังกฤษ แต่ยังสะท้อนถึงอนาคตพิเศษของสองประเทศที่เดินหน้าไปสู่ความมั่งคั่งและมั่นคง เขายอมรับว่าสถานทูตเดิมในย่านเมย์แฟร์เป็นทำเลที่ยอดเยี่ยม แต่เสี่ยงอันตรายตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 ด้านโฆษกสถานทูตยืนยันว่า สถานทูตใหม่มีความปลอดภัย ไฮเทคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่สหรัฐเคยมีมา ส่วนทำเลในย่านไนน์เอมส์ก็ถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน.